โดยเสา 2 ต้น กำลังตกแต่งด้วยการหุ้มดีบุกที่สลักเป็นเรื่องราวของศาสนาพุทธ และคริสต์ ส่วนอีก 2 ต้นกำลังรอตกแต่งเป็นเรื่องของศาสนาอิสลาม และฮินดู
เดินวนจนรอบดูความงามและลวดลายของเสา และผนังได้สักพัก เราก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าบันไดสองข้าง ที่บันไดหนึ่งเป็นสีขาว และอีกบันไดหนึ่งเป็นสีชมพู ปั้นแต่งรูปร่างคดเคี้ยวไปตามทางและบรรจงตกแต่งประดับลวดลายด้วยเครื่องถ้วยชามเบญจรงค์หลากสีสัน ที่มีทั้งตัดเป็นชิ้นงานเล็กๆ บรรจงประดับลงไป
|
และก็มีที่ใช้เครื่องถ้วยชามทั้งชิ้นประดับลงไปเลย สลับลายสอดสีสันเข้ากันได้อย่างลงตัว บันไดที่สร้างขึ้นมาเปรียบเสมือนว่าเป็นทางที่จะนำเราขึ้นสู่โลกสวรรค์ชั้นบน และการที่เราจะขึ้นไปสู่สรวงสวรรค์ชั้นบนนั้น ต้องเลือกเดินขึ้นบันไดเงินที่เป็นสีขาว ส่วนบันไดสีชมพูคือบันไดทอง เอาไว้ใช้เป็นทางเดินขาลงมาจากสวรรค์พอเดินขึ้นไปได้เพียงครึ่งทางสะพานตรงกับกึ่งกลางห้องโถงพอดี ก็ต้องหยุดชมความอลังการงานสร้างกันอีกหนึ่งชิ้น เพราะมีการสร้างเก๋งจีนตกแต่งด้วยลายปูนปั้นสวยสดเกินบรรยาย มองเหนือขึ้นไปเป็นซุ้มพระเกตุทรงพระขรรค์ และภายในเก๋งจีนมีรูปสลักหินเจ้าแม่กวนอิม แล้วเราก็เดินกันต่อจนมาถึงชั้นที่ 2 ของอาคาร ตรงชั้นนี้พอแหงนหน้ามองขึ้นไปมองเพดานอาคาร ความงดงามของภาพแผนที่โลกโบราณขนาดใหญ่บนงานกระจกสี ขับกับแสงจากดวงอาทิตย์สาดส่องให้เห็นลวดลายที่งดงามจับตา วงเล็กเป็นรูปทวีปทั้ง5 ส่วนวงตรงกลางเป็นรูปกลุ่มจักรราศี เป็นผลงานของศิลปินชาวเยอรมันชื่อนาย Mr.Schwarzkopf
|
พักกันพอหายเหนื่อยก็เดินขึ้นบันไดกันต่อเพื่อขึ้นสู่ท้องช้างหรือตัวช้างกัน เพียงก้าวแรกที่เหยียบขึ้นไปยังพื้นที่ตัวช้าง เสมือนกับว่าเราอยู่ในห้วงแห่งจักรวาลบนสรวงสวรรค์ยังไงอย่างนั้นเลยเชียว ชั้นที่ 3 นี้จึงเรียกว่าชั้นสวรรค์ ที่เพดานด้านบนเต็มไปด้วยหมู่ดาวพระเคราะห์น้อยใหญ่ ดวงอาทิตย์แดงสดลูกโต กลุ่มดาวทางช้างเผือก และเหล่าอุกาบาตดาษดื่นทั่วฟ้าเพดาน ซึ่งเป็นภาพวาดเขียนสีฝุ่นของศิลปินคนเดียวกับที่วาดภาพกระจกสีนั้น
|
เบื้องหน้าตรงกลางท้องจักรวาลนี้มีพระพุทธรูปปางลีลาเป็นพระประธาน ที่ถอดแบบจำลองมาจากวัดเบญจมบพิตรและบนยอดพระเกตุมาลามีพระบรมธาตุบรรจุอยู่ ถัดขึ้นไปด้านบนประดิษฐานพระพุทธสิงหิงค์จำลอง และพื้นที่รอบๆ ทั้ง 2 ด้าน
มีพระพุทธรูปและเทวรูปต่างๆ ที่คุณเล็กสะสมไว้จัดแสดงให้ได้ชมกัน
หลังจากใช้เวลาชื่นชมกับความงามและความน่าทึ่งของงานสร้างอันยิ่งใหญ่ตระการตาในตัวช้างเอราวัณนี้ อยู่พอสมควรก่อนที่เดินกลับลงมาจากท้องช้าง เดินผ่านบันไดวนกลับลงจากโลกสมมติแห่งสรวงสวรรค์สู่โลกแห่งความจริง ที่เมื่อแหงนคอตั้งบ่ามององค์ช้างเอราวัณฯแล้ว รู้สึกได้ว่าเราเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวเล็บขององค์ช้างเอราวัณเท่านั้นเอง
|