ทะเบียนสมรส..จด หรือไม่จด ดี

ก่อนหน้านี้เราเคยเสนอเรื่องที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจลงเอยจดทะเบียนสมรสกับใคร ซึ่งคงไปจี้ต่อมความสงสัยใคร่รู้ที่มีอยู่ในใจของคุณผู้หญิงหลายคนเป็นแน่ เพราะหลังจากนำเสนอไปแล้วมีทั้งคำถาม และเสียงเรียกร้องเข้ามาว่า แล้วเราควรจดหรือไม่จดทะเบียนสมรสดี

สิ่งดีๆที่คุณได้รับ..เมื่อจดทะเบียนสมรส

1. หลักประกันความมั่นใจ การจดทะเบียนสมรสช่วยทำให้เกิดความมั่นใจในชีวิตครอบครัวมากขึ้น แม้ว่าในวันข้างหน้าฝ่ายชายจะไปมีบ้านเล็กบ้านน้อย ภรรยาน้อยก็ไม่ได้สิทธิ์อะไรเพราะ กฎหมายไม่รับรองให้ (รับรองให้เฉพาะกับคนที่มีทะเบียนสมรสที่ถูกต้องเท่านั้น) แต่ภรรยาหลวงทั้งหลายก็อย่าตายใจไปนะ เพราะสามีอาจถูกภรรยาน้อยประเหลาะให้ยกทรัพย์สินเงินทองให้จนสินสมรสร่อยหลอก็ได้ เช่น สามีเอาเงินเดือนของตัวสามีเองไปผ่อนบ้านผ่อนรถให้ภรรยาน้อย ภรรยาหลวงก็ไปฟ้องเพิกถอนได้ แต่ถ้าสามีให้เงินให้ทองเพื่อเป็นค่าเลี้ยงดูลูกที่เกิดกับภรรยาน้อย อันนี้ถือเป็นเรื่องหน้าที่ธรรมจรรยาของความเป็นพ่อ เงินส่วนนี้ก็ต้องปล่อยเขาไป
2. มีหน้าที่ระหว่างกันและกัน กฎหมายกำหนดไว้ว่า สามีภรรยาที่จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งสองฝ่ายต้องมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกันตลอดจนกว่าจะตามจากกนไป หรือสถานภาพของการสมรสสิ้นสุดลง ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ดูแลหรือทอดทิ้งอีกฝ่ายก็มีสิทธิ์ฟ้องต่อศาลเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ แต่ภรรยาน้อยหรือภรรยาที่ไม่จดทะเบียน จะไม่มีสิทธิ์ในลักษณะนี้
3. มีสิทธิ์เลือกใช้นามสกุล นอกจากผู้หญิงต้องเปลี่ยนคำนำหน้าจาก “นางสาว” เป็น “นาง” แล้ว ผู้หญิงยังมีสิทธิ์จะใช้นามสกุลของสามี หรือจะใช้นามสกุลเดิมของตนเองก็ได้ หรือถ้าขยันเขียนหน่อยจะใช้นามสกุลตัวเองเป็นชื่อรอง และใช้นามสกุลของสามีเป็นชื่อสกุลก็ได้ ส่วนผู้หญิงที่เคยมีสามีมาแล้ว เมื่อจดทะเบียนหย่าก็ยังมีสิทธิ์ใช้นามสกุลเก่าของสามีของคนเดิมได้ (ถ้าอดีตสามีอนุญาตให้ใช้) แต่เมื่อไหร่จะแต่งงานใหม่กับสามีคนใหม่ คุณจะใช้นามสกุลเดิมของสามีเก่าไม่ได้ ต้องเลือกใช้ระหว่างนามสกุลของสามีใหม่ หรือนามสกุลของตัวเอง ส่วนกรณีของบุตรนั้น คนเป็นพ่อ-แม่ มีอำนาจปกครองบุตรร่วมกัน เช่น การกำหนดที่อยู่ และสามารถตกลงกันว่าจะให้ลูกใช้นามสกุลของพ่อหรือแม่ก็ได้ เช่น ฝ่ายหญิง ไม่มีผู้สืบสกุลอีกแล้ว หรือตระกูลของฝ่ายหญิงไม่มีลูกหลานอีกแล้ว ก็ค่อยใช้นามสกุลของแม่ แต่เรื่องนี้ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ขอแนะนำให้ใช้นามสกุลของฝ่ายพ่อดีกว่า เพราะจะยุ่งยากมากถ้าเป็นกรณีที่พ่อ-แม่ไม่จดทะเบียนสมรสกัน ถ้าให้ลูกใช้นามสกุลฝ่ายแม่ แล้วเกิดผู้เป็นพ่อไม่ยอมรับว่าเด็กคนนี้เป็นลูก แม่ไม่มีสิทธิ์อ้างว่าลูกเป็นทายาทของฝ่ายชาย เพราะเด็กไม่ได้ใช้สามสกุลพ่อเขา ก็ต้องฟ้องกันก่อน ยุ่งยากอีก แต่ถ้าพ่อเขาอนุญาตให้เด็กใช้นามสกุล กฎหมายก็จะถือว่าพ่อเขารับรองบุตรโดยพฤตินัยไปแล้ว และก็เข้าสู่ความเป็นทายาทได้เลย
ดังนั้นถ้าจะเลือกใช้นามสกุลฝ่ายแม่ก็ต้องแน่ใจว่าเด็กเกิดจากพ่อ-แม่ที่จดทะเบียนสมรสกันถูกต้องแล้ว เพื่อกันไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นอย่างที่เล่ามา


 

4. สิทธิ์ในสินสมรสและการจัดการสินสมรส พูดแบบชาวบ้านว่าจดทะเบียนแล้วทรัพย์สินเงินทองก็ต้องมากองในกระเป๋าเดียวกัน หมายความว่า “สินสมรส” เป็นทรัพย์สินส่วนกลางของครอบครัว โดยไม่คำนึงว่าใครจะเป็นฝ่ายทำมาหาได้ เช่น เงินเดือน ดอกเบี้ยเงินฝาก เป็นต้น หลักคือคู่สมรสต่างฝ่ายต่างมีอำนาจจัดการทรัพย์สินสมรสได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตอีกฝ่าย ยกเว้น เรื่องที่สำคัญมากๆ ซึ่งมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของครอบครัว ที่กฎหมายบัญญัติคุ้มครองไว้ว่าจะต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งเสียก่อน ได้แก่ การจัดการเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ในลักษณะจำหน่ายจ่ายโอนไป เช่น ขายฝาก ขายให้เช่าซื้อ จำนอง ให้เช่าอสังหาริมทรัพย์เกิน 3 ปี ให้กู้ยืมเงิน หรือให้โดยเสน่หาที่ไม่ใช่กรณีตามสมควรเพื่อการกุศล หรือตามสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา ประนีประนอมยอมความ นำหลักทรัพย์ไปเป็นประกัน หรือหลักประกันต่อศาลหรือเจ้าพนักงาน มอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัย ฯลฯ เห็นข้อกฎหมายแบบนี้แล้ว อย่าเพิ่งวิตกจริต จิตอ่อนไปซะก่อน ไม่ต้องกังวล เพราะถ้ามีการทำไปโดยไม่ได้รับความยินยอม อีกฝ่ายก็ไปเพิกถอนนิติกรรมที่ทำไปได้ กลับกันถ้าอีกฝ่ายดื้อแพ่งไม่ให้ความยินยอม แล้วจะทำอย่างไร กฎหมายเปิดช่องให้อีกฝ่ายที่ไม่ได้รับความร่วมมือ สามารถยื่นคำร้องต่อศาลขอให้อนุญาตแทนได้ ถ้าอีกฝ่ายไม่ยินยอมแบบไม่มีเหตุผลอันสมควร
5. สิทธิ์ในการดูแลมรดก คู่สมรสที่จดทะเบียนสมรสกันเท่านั้น จึงจะมีสิทธิ์ในมรดกของคู่สมรสฝ่ายที่ตายหรือสามารถมีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการทรัพย์สินมรดก เช่นมีสิทธิ์ร้องขอให้ศาลตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดก หรือกรณีฝ่ายหนึ่งมีอาชีพรับราชการแล้วเกิดเสียชีวิตกะทันหัน อีกฝ่ายก็มีสิทธิ์ได้รับเงินบำเหน็จตกทอดได้
6. ลูกจะได้รับการคุ้มครอง ลูกที่เกิดมาโดยชอบด้วยกฎหมายของพ่อแม่ จะมีสิทธ์มากมายในฐานะบุตร เช่น พ่อแม่มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูส่งเสียให้ลูกได้เล่าเรียนมีการศึกษา หรือถ้าใครมาทำให้สามีหรือภรรยาถึงแก่ความตาย เช่น คนอื่นขับรถโดยประมาทมาชน เป็นเหตุให้สามีหรือภรรยาถึงแก่ความตาย คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่รวมทั้งลูก ก็มีสิทธิ์ เรียกค่าเสียหายจากกการขาดไร้อุปการะได้ เพราะหน้าที่ในการอุปการะนี้เป็นหน้าที่ที่คู่สมรสหรือพ่อ-แม่ ลูกที่ต้องปฏิบัติต่อกัน แต่คนนอกมาเป็นต้นเหตุให้การอุปการะนั้นหายไป
7. สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษี คู่สมรสที่จดทะเบียนเมื่อมีลูก สามีหรือภรรยามีสิทธ์นำค่าใช้จ่ายในการศึกษาของลูกไปหักลดหย่อนภาษีได้คนละครึ่ง
8. รับผิดชอบหนี้สินร่วมกัน สามีหรือภรรยาได้ก่อหนี้เกี่ยวกับการจัดการบ้านเรือน การจัดหาสิ่งจำเป็นของครอบครัว การอุปการะเลี้ยงดู การรักษาพยาบาลลูกหรือบุคคลในครอบครัว หรือหนึ้สมรส รวมทั้งหนี้ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการทำงานที่สามีภรรยาทำงานด้วยกัน ที่กล่าวมาถือเป็น “หนี้ร่วม” และหนี้ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก่อเพื่อประโยชน์ของตนฝ่ายเดียวและอีกฝ่ายไปให้สัตยาบันด้วย อย่างนี้เจ้าหนี้เรียกบังคับชำระหนี้จากสินสมรสได้ และคุณสามีหรือภรรยาต้องรับผิดคนละครึ่ง และถ้าสินสมรสไม่พอใช้หนี้แล้ว เจ้าหนี้ก็สามารถเรียกจากทรัพย์สินส่วนตัวของทั้งสามีและภรรยาได้
เพราะถือว่าเป็น “หนี้ร่วม” ที่จะต้องรับผิดชอบร่วมกัน โดยต้องใช้หนี้ครบตามจำนวนของเงิน เช่น เป็นหนี้ 6 แสน ก็ต้องใช้ 6 แสน แต่ถ้าไม่ใช่หนี้ร่วม เป็นเรื่องส่วนตัวของคนใดคนหนึ่ง เช่น แอบกู้เงินไปซื้อรถใช้เอง หรือซื้อรถให้ภรรยาน้อย โดยที่คู่สมรสอีกฝ่ายไม่รับรู้ กรณีนี้ถือว่าไม่เป็นหนี้ร่วม ฝ่ายที่ไม่รู้เรื่องด้วยก็ไม่ต้องรับผิดชอบ แต่ก็ยังต้องรับผิดชอบในฐานะทายาท ซึ่งจุดนี้ต้องจำไว้ว่าทายาทก็จะรับหนี้ไม่เกินเงินที่ได้จากมรดก เช่น เป็นหนี้ 6 แสน แต่มีเงินมรดกตกทอดมาให้เพียง 3 แสน ทายาทก็ใช้หนี้เพียง 3 แสน เท่านั้น (ได้รับมรดกมาเท่าไหร่ ก็โอนใช้หนี้เจ้าหนี้ไปเท่านั้น)
9. สิทธิ์ทางอาญา หากมีใครมาล่วงเกินคู่สมรสของคุณ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย คุณสามารถอ้างสิทธิ์การป้องกันได้

สิ่งที่คุณได้รับ...ถ้าไม่จดทะเบียนสมรส

คนที่อยู่ด้วยกันหลายคู่คิดว่าการไม่จดทะเบียนสมรสเป็นเรื่องสบายๆ เวลาจะเลิกกันก็ไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องเสียเวลาเมื่อตกลงกันไม่ได้ หรือไม่ต้องเสียเวลาไปฟ้องหย่า แต่คุณทราบไหมว่าการไม่จดทะเบียนสมรส ถึงแม้จะมีข้อดีบ้างเล็กน้อย แต่ก็ทำให้คุณเสียสิทธิ์ที่ควรได้รับ..
1. ผู้หญิงเสียเปรียบด้านร่างกาย ผู้ชายเสียเปรียบด้านกฎหมาย การสมรสที่ถูกต้องนั้นจะต้องมีการจดทะเบียนสมรสเท่านั้น ดังนั้นผู้หญิงที่ไม่จดทะเบียนสมรสจะมีข้อเสียเปรียบทางกายภาพทันที เพราะฝ่ายหญิงก็เสียอะไรต่อมิอะไรไปหมดแล้ว ถ้าฝ่ายชายเขาเกิดเบื่อแล้วหายตัวไป ฝ่ายหญิงจะไปเรียกอะไรจากเขาไม่ได้เลย เพราะไม่มีสถานะอะไรที่กฏหมายจะรับรองให้ ส่วนฝ่ายชายจะเสียเปรียบทางด้านกฎหมาย เพราะเลิกกันเมื่อไหร่ ฝ่ายชายจะไม่สามารถไปยุ่งเกี่ยวหรือมีความสัมพันธ์กับเธอได้อีก เพราะถ้าผู้หญิงไม่ยอมเมื่อไหร่ ผู้หญิงอาจจะแจ้งความในข้อหาว่าโดนคุณผู้ชายข่มขืนก็ได้ หรือคุณผู้ชายอาจจะเจอข้อหาอื่นๆ พ่วงเข้าไปอีก เช่น ข้อหาทำให้เสื่อมเสียเสรีภาพ หน่วงเหนี่ยวกักขัง หรือทำร้ายร่างกาย ฯลฯ
2. ไม่มีสิทธิ์ในทรัพย์สินของอีกฝ่าย เมื่อคู่สมรสเลิกกันไม่หญิงหรือชายจะไม่มีสิทธิ์เรียกร้องทรัพย์สินเงินทองจากอีกฝ่ายได้เลย แต่เรียกร้องกันได้ในฐานะเสมือนเพื่อนเข้าหุ้นส่วนกันเท่านั้น ก็คือ ถ้าไม่ร่วมทำด้วย ไม่ช่วยลงแรง ไม่ช่วยลงเงิน ก็ไม่มีสิทธิ์เอี่ยวด้วย!!
3. ไม่ต้องรับผิดชอบทรัพย์สินทางธุรกิจ คนทั่วไปมักคิดว่าการทำธุรกิจมีความเสี่ยง ดังนั้นถ้าสามีหรือภรรยาเกิดล้มละลาย หรือเกิดความผิดพลาดทางธุรกิจขึ้น อีกฝ่ายก็ไม่ต้องรับผิดชอบด้วยเพราะไม่ได้จดทะเบียนกัน เพราะหนี้นั้นจะไม่ใช่หนี้ร่วม และทรัพย์สินที่ได้มาจากธุรกิจก็ไม่ได้เป็นของร่วมกัน แต่ถ้าคุณๆ จะใช้ทางเลี่ยงว่าไม่จดทะเบียนแต่ทำธุรกิจร่วมกันก็ทำได้ คือตีความว่าเหมือนเพื่อนมาเข้าร่วมหุ้นส่วนกันเท่านั้น ไม่ว่าคุณทำงานหนักแค่ไหนหรือคุณมีหุ้นแค่ไหน คุณก็รับเงินปันผลตามส่วนของคุณ ตรงกันข้ามถ้าหากคุณจดทะเบียนสมรส แม้จะอยู่บ้านเฉยๆ คุณก็มีสิทธิ์ได้รับเงิน แบ่งไปครึ่งหนี่ง เพราะถือเป็นสินสมรส
4. ลูกที่เกิดไม่ใช่ลูกโดยชอบด้วยกฎหมาย บางครอบครัวแม่เป็นภรรยาน้อย ถึงแม้ภรรยาน้อยจะไปกล่อมให้สามีจดทะเบียนให้ ก็กลายเป็นโมฆะอยู่ดี เพราะจดไปก็ซ้อน ลูกที่เกิดมาก็ไม่ได้สิทธิ์อะไรจากพ่อเลยเพราะถือเป็น “ บุตรนอกสมรส” หรือ “บุตรไม่ชอบด้วยกฎหมาย” แต่ลูกจะเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของแม่เสมอ เนื่องจากฝ่ายหญิงเป็นคนอุ้มท้องลูกและพาณิชย์ มาตรา 1546 ว่า เด็กเกิดจากหญิงที่มีได้สมรสกับชายให้ถือว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของหญิง แต่ถ้าอยากจะให้ลูกเป็น “บุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย”ซึ่งเด็กจะได้รับสิทธิ์ 2 ประการ คือสิทธิ์ในการที่พ่อต้องอุปการะเลี้ยงดูลูก และสิทธิ์เป็นทายาทคือได้มรดกเมื่อพ่อตาย ทำได้ 3 วิธี คือ1. พ่อแม่จดทะเบียนสมรสกันภายหลัง 2. พ่อทำการจดทะเบียนรับเด็กเป็นลูก หรือ 3. ศาลมีคำสั่งพิพากษาว่าเด็กเป็นลูก
แต่ถ้าทำไม่ได้สักทางเลย ก็ยังมีทางที่เด็กคนนี้จะได้รับสิทธิ์อยู่ แต่วิธีนี้จะได้สิทธิ์แค่เพียงประการเดียวคือ พฤติการณ์ต้องเข้าลักษณะว่าพ่อรับรองลูกโดยพฤตินัยแล้ว เช่น การที่ฝ่ายชายให้เด็กใช้นามสกุล ส่งเสียเลี้ยงดู ให้เรียนหนังสือ หรือบอกกับชาวบ้านว่าเด็กเป็นลูกของตัวแต่เด็กจะเข้าสู่ฐานะเป็น “ ผู้สืบสันดาน” คือได้รับมรดกเมื่อพ่อตายเท่านั้น แต่ไม่ได้สิทธิ์เรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดู เพราะความรักไม่ได้อยู่ที่ทะเบียนสมรสหรือกฎหมาย แต่อยู่ที่หัวใจของคู่รัก ดังนั้นทะเบียนสมรสจะสำคัญกับเราหรือไม่นั้น คำตอบคงไม่ได้อยู่ที่ตัวกฎหมายอย่างเดียว ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเข้าใจบทบาทหน้าที่ตามที่กฏหมายวางกรอบเอาไว้ให้ โดยอาศัยศีลธรรมเป็นเกณฑ์ดีแค่ไหน ไม่ว่าคุณจะเลือกจดหรือไม่จดทะเบียนสมรส ยังไงก็ขอให้ความสุขกับการเริ่มต้นชีวิตคู่อย่างที่คุณเลือก...

ที่มา She’s
   
Copyright 2005
Developed by S-One Technology Co.,Ltd.
Use of this site constitutes acceptance of our User Agreement and Privacy Policy. © All rights reserved.
The material on this site may not be reproduced, distributed, transmitted, cached or otherwise
used, except with the prior written permission.