1. กลุ่มผลเลือดที่บ่งบอกถึงสภาวะเซลล์ตับ หรือ Enzyme ตับ ที่นิยมตรวจได้แก่
- SGOT หรือ ALT
- SGPT หรือ AST
- Alkaline phosphatase หรือมักจะเขียนย่อๆ ว่า Alk. P
- GGT (มักไม่ค่อยตรวจกัน แต่แพทย์บางท่านอาจมีการสั่งตรวจให้ด้วย)
การที่มีค่าเอนไซม์ตับกลุ่มนี้ โดยเฉพาะค่า SGOT และ SGPT ที่สูงขึ้นมากนั้น เป็นตัวบ่งบอกว่า เซลล์ตับกำลังมีการอักเสบหรือแตกสลายอยู่ จึงทำให้ Enzyme ตับซึ่งปกติจะอยู่แต่ภายในเซลล์ตับเท่านั้นหลุดลอดออกมาอยู่ในกระแสเลือดมากขึ้นให้เราตรวจเจอได้ที่สำคัญไปกว่านั้น ถ้าค่าเอนไซม์ Alk.P และ GGT สูงขึ้นผิดปกติก็สามารถพบได้ในกรณีที่มีก้อนแอบแฝงเบียดในตับได้ จำเป็นจะต้องตรวจอย่างอื่นเพิ่มเติม เช่น Ultrasound เป็นต้น
2.กลุ่มผลเลือดที่บ่งบอกเกี่ยวกับการสังเคราะห์และขับน้ำดีค่าที่ใช้ตรวจได้แก่
- Total Bilirubin มักถูกเขียนย่อๆ ว่า T. Bilirubin
- Direct Bilirubin เขียนย่อๆ ว่า D. Bilirubin
- Indirect Bilirubin (ปกติจะไม่มีการเขียนแสดงค่าในใบรายงานผล แต่สามารถคำนวณได้โดยใช้สุตร Indirect bilirubin = Total bilirubin – direct bilirubin)
การแปลผลจะเน้นที่ค่าของ Direct Bilirubin และ Indirect bilirubin โดยถือว่าน้ำดีเกิดจากผลของการสลายตัวของ Hemoglobin เวลาที่เม็ดเลือดแดงแตก กลายมาเป็นสารที่เรียกว่า Uncon – jugate bilirubin (ซึ่งก็คือค่า Indirect bilirubin นั่นเอง) ดังนั้น ถ้าใครก็ตามมีค่าของ Indirect bilirubin มากกว่าปกติ อาจบ่งบอกถึงสภาวะเม็ดเลือดแดงแตกสลายมากผิดปกติจนเกิดภาวะดีซ่าน ตัวเหลืองตาเหลืองตามมา มากกว่าที่จะเป็นปัญหาโดยตรงของตับ Unconjugate bilirubin จะถูกส่งไปที่ตับ ผ่านกระบวนการกำจัดทิ้งโดยการ Conjugate ทำให้กลายสภาพเป็น Conjugate bilirubin ซึ่งละลายน้ำได้ดีขึ้น เพื่อส่งต่อไปขจัดทิ้งทางท่อน้ำดี จากท่อน้ำดี น้ำดีจะถูกเทไปรวมกับอุจจาระ ทำให้อุจจาระมีสีเหลืองอย่างที่เราเห็น น้ำดีจึงถูกขจัดทิ้งไปจากร่างกายด้วยวิธีนี้นั่นเอง การที่เซลล์ตับไม่สามารถเอา Unconjugate bilirubin เข้าไปในเซลล์เพื่อ Conjugate ได้ ก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เจาะเลือดเจอค่า Unconjugate bilirubin ในเลือดสูงผิดปกติได้เช่นกัน ในทางตรงกันข้าม ถ้ากระบวนการทำงานของตับเป็นไปโดยปกติสามารถเปลี่ยนจาก Unconjugate bilirubin ให้กลายเป็น Conjugated bilirubin ได้ (ซึ่งก็คือค่า Direct Bilirubin นั่นเอง) แต่กลับเกิดปัญหาอุดกั้นของท่อน้ำดี จนไม่สามารถขับน้ำดีทิ้งไปได้ ก็จะมีผลทำให้ Conjugate bilirubin ท้นกลับไปในกระแสเลือดได้ ถ้าไปตรวจเลือดคนไข้ในกลุ่มนี้ ก็จะพบว่าค่า Direct Bilirubin ขึ้นสูงกว่าปกติ
|
|
3. กลุ่มผลเลือดที่บ่งบอกเกี่ยวกับความสามารถของตับในการสร้างโปรตีน ค่าที่นิยมตรวจได้แก่
- Albumin หรือมักถูกเขียนย่อๆ ว่า Alb
- Globulin หรือมักถูกเขียนย่อๆ ว่า Glob
- Protein หรือมักถูกเขียนย่อๆ ว่า Prot
การแปลผลในกลุ่มนี้ไม่ซับซ้อนเท่าไหร่ เนื่องจากหน้าที่หนึ่งของตับคือการสร้างโปรตีนหลายๆ ชนิด ถ้าตับทำงานแย่ลงหรือเสื่อมสภาพ เช่น ตับแข็ง ก็จะทำให้มีความสามารถในการสร้งโปรตีนลดลง ถ้าตรวจเลือดก็จะพบว่าค่าของ Albumin, Globulin, Protein ต่ำลงเช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ดียังมีสาเหตุอื่นที่ทำให้ค่า Albumin และ Globulin เปลี่ยนแปลงในทิศทางที่สวนกันได้ แต่การแปลผลจะยุ่งยากมาก จึงไม่ขออธิบายไว้ในที่นี้
4. กลุ่มผลเลือดที่บ่งบอกถึงความสามารถในการสร้างสารที่ทำให้เลือดแข็งตัว
จริงๆ แล้ว สารที่ช่วยให้เลือดแข็งตัวก็คือโปรตีนชนิดหนึ่ง ถ้าความสามารถในการสร้างสารต่างๆ ของตับลดลงมากจนไม่สามารถสร้างโปรตีนในกลุ่มนี้ได้มากพอ ก็จะมีปัญหาเลือดออกง่ายในผู้ป่วยกลุ่มนี้ตามมา
Renal function test
ตามชื่อของมันบ่งบอกว่าเป็นการตรวจความสามารถในการทำงานของไต หน้าที่ของไตมีหลายอย่างมาก แต่หน้าที่ที่สำคัญหน้าที่หนึ่งก็คือการขับของเสียในกลุ่มของยูเรียออกจากร่างกาย ยูเรียคือผลผลิตที่เกิดขึ้นจาการย่อยสลายไนโตรเจนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโปรตีน เมื่อเรากินโปรตีนเข้าไป และผ่านการย่อยสลาย ก็จะทำให้มีปริมาณของ Urea Nitrogen ดังนั้น คนที่กินอาหารปรเภทโปรตีนมากๆ จนไตขับออกไม่ทัน ก็อาจตรวจเจอค่า BUN สุงขึ้นได้
ในทางตรงกันข้าม ผู้ป่วยโรคไตแม้จะกินโปรตีนในปริมาณปกติแต่ไตมีความสามารถในการขับยูเรียและไนโตรเจนลดลง ก็จะทำให้ยูเรียและไนโตรเจนคั่งอยู่ในกระแสเลือด เป็นเหตุให้ตรวจเจอค่า BUN สูงขึ้นได้เช่นกัน
ดังนั้น เพื่อแยกกันว่าค่า BUN ที่สูงขึ้นนั้นมีสาเหตุมาจากอะไรกันแน่ จึงต้องมีการตรวจค่าผลเลือดอีกตัวหนึ่งควบคู่กันไปด้วย ค่านั้นคือค่า Creatinine นั่นเอง ในผู้ป่วยที่ไตมีปัญหาจริงๆ นอกจากค่า BUN จะสูงขึ้นแล้ว ค่า Creatinine ก็จะสูงขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน
|