แล้วเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิง จริงแค่ไหน?
อย่างคำกล่าวที่ว่า ผู้หญิงจู้จี้ ขี้บ่น ช่างนินทา ช่างเม้าท์ ผู้หญิงประสบความสำเร็จในอาชีพการงานต่ำกว่าผู้ชาย ผู้หญิงส่วนใหญ่มีบุคลิกภาพแบบสมยอม อดทนทำงานเรียบๆ ซ้ำซากได้ดีกว่าผู้ชาย ข้อมูลแบบนี้ บางคนเรื่องก็เป็น “ความรู้สึกและความเชื่อ” ที่มีมานานจมฝังอยู่ในความคิดของคนเรา แล้วความจริงคืออะไร ผู้หญิงหลายคนบอกว่า ผู้ชายที่จู้จี้ ช่างบน ช่างนินทาก็มีไม่น้อย
|
ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูต่างหาก และบรรดาหนุ่มใหญ่หนุ่มน้อยก็ชอบนินทาในวงเหล้าหรือในกลุ่มผองเพื่อน ซึ่งผู้หญิงเราไม่มีโอกาสยื่นหูเข้าไปฟัง เรื่องอาชีพการงานก็อาจเป็นเพราะสังคมเปิดโอกาสให้พวกผู้ชายมากกว่า
ความไม่เท่าเทียมที่สังสมกันมา ทำให้เกิดการเรียกร้องสิทธิ และความเสมอภาคทางเพศขึ้นมา เช่น เกิดวงการเฟมินิสต์หรือสตรีนิยม การเรียกร้องสิทธิสตรีหรือ Woman liberation แล้วผู้หญิงรุ่นใหม่ส่วนหนึ่งก็เหมารวมว่า ความเท่ากันระหว่างชายหญิง รวมไปถึงการมีเซ็กซ์เสรีโดยไม่ใส่ใจกับขนบธรรมเนียมประเพณีด้วย
|
ที่น่าเป็นห่วงคือวัยรุ่นไทยในปัจจุบัน จากผลงานวิทยานิพนธ์ของโสพิน หมูแก้ว ซึ่งเป็นวิทยานิพนธ์ยอดเยี่ยมประจำปี 2545 ของคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ศึกษาพบว่า นักศึกษามหาวิทยาลัยส่วนหนึ่งอยู่ร่วมกันโดยไม่แต่งงาน บางคู่ยอมรับว่าเกิดจากการเลียนแบบดารานักร้อง และการอยู่ร่วมกันไม่ได้เป็นลักษณะของการ อยู่ร่วมกันโดยไม่แต่งงาน เหมือนในสังคมยุโรป คือ ต่างก็ไม่ได้มองว่าอีกฝ่ายเป็น “สามี” เป็น “ภรรยา” แต่เป็นเพียงแค่แฟน และไม่ใช่ลักษณะของการ ทดลองอยู่ด้วยกันก่อนแต่งงาน เหมือนในสังคมอเมริกัน เพราะต่างก็ไม่ได้คิดถึงเรื่องการแต่งงานเป็นเป้าหมายของการตัดสินใจมาใช้ชีวิตร่วมกัน และต่างก็ไม่ปิดกั้นตนเองสำหรับโอกาสเลือกคู่ครองในอนาคต โดยที่ฝ่ายชายส่วนใหญ่มีเหตุผลของการอยู่ร่วมกันว่า เพื่อเซ็กซ์ เพื่อความประหยัด (มีคนแชร์ค่าใช้จ่าย) และความสะดวกสบาย (ฝ่ายหญิงช่วยทำรายงาน ทำความสะอาด ซักเสื้อผ้า) ส่วนผู้หญิงทำเพราะ ความรัก แต่ไม่หวังแต่ง หรือเพราะรักเขาข้างเดียวก็เลยยอมมาอยู่ร่วมด้วยเพราะเป็นความสุขใจของตนเอง |
ค่านิยมเรื่องรักนวลสงวนตัวจึงกลายเป็นเรื่องเชย ล้าสมัยสำหรับพวกเขาไปเสียแล้ว คงเป็นไปไม่ได้ที่จะปิดกั้นความเปลี่ยนแปลงทางสังคม และกระแสนิยมตะวันตก จึงทำให้ผู้หญิงไทยยุคไอทีต้องเผชิญกับสิ่งกระตุ้นต่างๆที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ความเปลี่ยนแปลงก็มีทั้งที่ดีและไม่ดีปะปนกัน ลูกผู้หญิงยุคไอทีจึงต้องรู้จักเลือกรับสิ่งที่เหมาะที่ควรเพื่อความเจริญงอกงามของชีวิต
|
ข้อคิดสำหรับลูกผู้หญิงไทยในยุคข่าวสารไร้พรมแดน
ประการแรก จงภูมิใจและพอใจในความเป็นลูกผู้หญิงของคุณ โชคดีแค่ไหนที่คุณอายุยืนกว่าบรรดาผู้ชายโดยเฉลี่ยถึง 7 ปี ร่างกายสามารถสร้างเม็ดเลือดทดแทนได้ดีกว่าผู้ชาย แถมทนต่อภาวะที่ยากลำบากอย่างกรณีเจ็บไข้ ได้ป่วย หรือวิกฤติการณ์ต่างๆ ได้ดีกว่าด้วย ไม่ใช่แค่นี้ ผู้หญิงยังอ่านและเขียนหนังสือได้เก่งกว่า เพราะสมองซีกซ้ายซึ่งควบคุมคุณสมบัติดังกล่าวจะโตเร็วกว่า และสมองทั้งสองซีกยังทำงานแทนกันได้ ถ้าเส้นโลหิตในสมองซีกซ้ายตีบคุณผู้หญิงยังใช้สมองซีกขวาทำงานแทน ทำให้เขียน อ่าน พูดได้ผิดกับผู้ชายที่จะมีปัญหาในการพูดทันที อย่างนี้ยังไม่นับว่าโชคดีอีกหรือ
|
ประการที่สอง เลิกกบดานอยู่กับเหย้าเฝ้าแต่เรือน ข้อนี้ไม่ยาก เพราะผู้หญิงสมัยนี้ส่วนใหญ่ก็ทำงานนอกบ้านกันอยู่แล้ว การเปิดหูเปิดตานอกบ้านทำให้คุณมีสังคม และไม่หมกมุ่นจุกจิกกับสถานการณ์ใกล้ตัวมากเกินไป คุณควรสนใจสิ่งรอบตัวไม่ใช่แค่ระยะ 1 คืบ 1 วา หรือแค่รอบรั้วบ้าน แต่รู้ไกลถึงสถานการณ์โลก เพราะปัจจุบันบทบาทผู้หญิงเสมือนเหยียบเรือสองแคม ข้างหนึ่งคือบ้านและครอบครัว อีกข้างหนึ่งคือที่ทำงานและสังคมภายนอก ถ้าคุณเป็นแม่ การรู้กว้างรู้ไกลจะทำให้คุณเป็นที่ปรึกษาแก่ลูกได้ ถ้าคุณเป็นภรรยา คุณก็สามารถเป็นคู่คิดให้กับสามี
|
ประการที่สาม เรียนรู้ตลอดเวลา อย่างละเลยความรู้ใหม่ๆ สิ่งทันสมัยไม่ว่าเครื่องไฟฟ้าเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีไฮเทคทั้งหลาย ถ้ารู้ไว้ก็ไม่เสียหาย เพราะคุณจะได้พึ่งตัวเองในยามจำเป็น วิถีการดำเนินชีวิตในสังคมปัจจุบันอาจทำให้คุณไม่ได้อยู่ใกล้ชิดกับครอบครัว หรือวงศาคณาญาติมากนัก ฉะนั้น ท่องคาถาตนเป็นที่พึ่งแห่งตนไว้บ้างก็ดี
ประการสุดท้าย รู้จักเลือกเฟ้น เลือกเลียนแบบและเลือกสิ่งที่ถูกที่ควร มีอยู่ 3 อย่างที่คุณจะเลือกได้ คือ จะเป็นคนโง่ คนฉลาด หรือคนเจ้าปัญญา ถ้าเลือกเป็นคนโง่ คุณจะต้องไล่ตามความเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา และตกเป็นทาสข้อมูลที่หลั่งไหลไม่หยุดยั้ง เชื่อทุกสิ่งที่รับรู้ ทว่าไม่เกิดการเรียนรู้แต่อย่างใดเลย
|
ถ้าเลือกเป็นคนฉลาด คุณต้องใช้ความพยายามในการสร้างสรรค์เพื่อให้นำสมัยอยู่เสมอ จึงเหนื่อยเพราะต้อง “วิ่ง” เพื่อจะได้นำคนอื่นอยู่ตลอดเวลาและไม่เชื่อในสิ่งที่รับรู้ จึงต้องเอาตัวเข้าแลกเพื่อเรียนรู้ให้ประจักษ์ บางครั้งก็อาจพลาดพลั้งและเจ็บปวดแต่ถ้าอยากเป็นคนเจ้าปัญญา คุณจะต้องใช้ประโยชน์กับสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นตามสมัย และรู้จักคิดวินิจฉัยสิ่งต่างๆ ที่ได้รับรู้ ชั่งน้ำหนัก มองการณ์ไกล รับสิ่งที่มีประโยชน์และสร้างสรรค์ ส่วนสิ่งที่เป็นพิษเป็นโทษก็ทิ้งไป ความเปลี่ยนแปลงมีมาก ข้อมูลทะลักล้น แต่คุณควรรู้จักเลือกด้วยสติและปัญญา เพื่อรอดพ้นจากหลุมพราง สามารถดำเนินชีวิตในยุคไอทีได้อย่างงดงามและราบรื่น |
|