เคล็ดลับ 5 ข้อ ในการหลีกเลี่ยงการโต้เถียงระหว่างคู่ครอง

  ต่อเมื่อคุณหยั่งรู้ในข้อเสียของตัวเอง และเข้าใจอารมณ์อ่อนไหวของคู่ของคุณแล้ว คุณจะสามารถนำความรู้อันนี้มาสื่อสารกัน ในอันที่จะทำให้คุณทั้งคู่ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น มากกว่าการจะต้องมานั่งทะเลาะขัดแย้งกัน เคล็ดลับที่จะนำมาฝาก 5 ข้อนี้จะเสนอข้อชี้แนะให้คุณได้คอยเตือนตัวเองถึงอารมณ์ร้าย ๆ ที่คุณมีอยู่ในตัวคุณเองเพื่อหลีกเลี่ยงการโต้เถียงกันโดยไม่จำเป็น นอกจากนั้นถ้าคุณทั้งคู่ได้อ่านแล้วนำไปปฎิบัติคุณจะรับรู้ได้ทันทีว่าคุณได้รับการเกื้อหนุนและความเข้าใจจากคู่ของคุณได้อย่างดีอีกด้วย

เคล็ดลับที่ 1: ถึงแม้ว่าอารมณ์อ่อนไหวที่คู่ของคุณมีอยู่ดูมันจะไร้เหตุผล จงพยายามทำความเข้าใจมัน
ครั้งหนึ่งเมื่อข้าพเจ้าพูดอย่างนี้ให้คู่สมรสที่มาปรึกษาข้าพเจ้าฟัง ทั้งคู่มีอาการอึดอัดและไม่เห็นด้วย “ ผมไม่เข้าใจและไม่ต้องการจะต้องมานั่งแก้ไขอดีตตอนเป็นเด็ก ๆ ของทีนา ” มาร์คพูด “ ผมเข้าใจว่าตอนเด็ก ๆ ทีน่าลำบากและถูกทอดทิ้ง แต่ผมไม่ใช่พ่อหรือแม่ของเธอนะครับ แล้วเธอก็ต้องหยุดไม่ไว้ใจผมเสียที ” และน่าทึ่งไปกว่านั้น ทีน่าเองก็พูดว่า “ ดิฉันก็ไม่ต้องการที่จะเป็นลูกตุ้มห้อยติดตาตุ่มมาร์คตลอดเวลาเพราะมาร์คคงช่วยแก้ไขอดีตที่เลวร้ายตอนเด็ก ๆ ของดิฉันไม่ได้ แต่ฉันรู้สึกจริง ๆ ว่ามาร์คชอบไม่สนใจฉัน ชอบละเลยฉันเสมอเวลาเราอยู่กลางผู้คนในวงสนทนา ” แน่นอนที่สุด ทั้งมาร์คและทีน่าพูดถูกทั้งคู่ มาร์คไม่สามารถแก้ไขอดีตของทีน่าได้ แต่บางทีมาร์คน่าจะช่วยบรรเทาอาการหวั่นวิตกหรือประหม่าหรือหวาดกลัวการถูกทอดทิ้งของทีน่าได้บ้างถึงแม้ว่าอาการต่าง ๆ เหล่านี้ของทีน่าจะมาจากความฝังใจในอดีตไม่ได้มีส่วนมาจากเหตุการณ์ในปัจจุบันก็ตาม และนี่คือคำพูดที่ข้าพเจ้าได้บอกกับคนทั้งคู่

“ จากประสบการณ์ในอาชีพของดิฉัน อารมณ์อ่อนไหวต่าง ๆ ที่มาจากสาเหตุจากความฝังใจอันเลวร้ายในอดีตนั้นแก้กันให้หายได้ยากนะคะ แต่ก็พอจะสามารถทำได้ด้วยการทำการบำบัดส่วนตัว แต่นั่นก็ต้องใช้เวลาไม่ใช่น้อยเลยและก็สำเร็จแค่บางส่วนเท่านั้น ไม่ได้หายไปทั้งหมด ทีน่าคะ … คุณต้องพยายามทำความเข้าใจและรู้ในอารมณ์อ่อนไหวว่าจะถูกทอดทิ้งของตัวเองให้ได้นะคะและต้องพยายามที่จะจัดการกับมัน แต่ในขณะที่ทีน่ากำลังช่วยตัวเองในเรื่องนี้อยู่นั้น คุณ … มาร์ค … คุณสามารถช่วยทีน่าให้เธอได้ช่วยตัวเองได้สำเร็จ เพื่อที่จะให้เธอได้รู้สึกปลอดภัยและมั่นคงในอารมณ์ยิ่งขึ้น มาร์ค..คุณสามารถทำได้โดยที่ตัวคุณเองก็จะไม่รู้สึกว่าคุณถูกเธอควบคุมด้วยปัญหาของเธอด้วยนะคะ ”

แล้วข้าพเจ้าก็ถามทีน่าว่ามีอะไรไหมที่เธอคิดว่าถ้ามาร์คปฏิบัติแล้วจะทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นปลอดภัยขึ้น ทีน่าพูดขึ้นว่า “ เขาต้องสนใจฉันมากกว่านี้ ” ข้าพเจ้าอธิบายให้ทีน่าเข้าใจว่าที่เธอพูดมานั้นมันกว้างเกินไป หลังจากพูดคุยกันอีกสักครู่ทีน่าก็บอกว่าเวลาที่ทั้งสองคนอยู่ในวงสังคมเพื่อนฝูงหรือในงานปาร์ตี้อะไรสักแห่ง มันจะช่วยเธอได้มากเลยถ้ามาร์คแตะต้องเธอเป็นครั้งคราว อาจจะแตะที่แขน หัวไหล่เพื่อที่จะทำให้เธอได้รู้ว่าถึงแม้ว่าเขากำลังสนทนากับคนอื่น ๆ อยู่ เขาก็ไม่ได้ลืมเธอ

ทีน่าและมาร์คตกลงกันได้ว่า ทั้งคู่จะส่งสัญญานลับต่อกัน คือ ทีน่าอาจจะบีบมือมาร์คเบา ๆ เมื่อเธอรู้สึกว่าเธอเริ่มไม่มีตัวตนสำหรับเขา แล้วมาร์คก็จะได้พยายามนำเธอเข้าสู่วงสนทนา ชวนเธอคุยกับคนในกลุ่มให้มากขึ้น

หรือถ้าคู่ของคุณรู้สึกว่าความรู้สึก(ไม่ชอบให้บ้านช่องรกรุงรัง)ของเธอ ( หรือเขา) ถูกมองข้ามเพราะว่าบ้านรกเลอะเทอะ คุณไม่ควรบอกเธอว่า เธอจู้จี้วุ่นวายและ “ เว่อร์ ” เกินไป ตรงกันข้าม คุณควรจะพยายามเข้าใจความรู้สึกอันนี้ของเธอ และให้เธอได้รับรู้ว่าคุณเข้าใจความรู้สึกอย่างนี้ว่ามันมีความหมายสำหรับเธอ ด้วยการที่คุณอาจจะพูดกับเธอว่าคุณจะพยายามเก็บบ้านเก็บช่องให้เรียบร้อยก่อนที่เธอจะมาถึง หรือเพียงแค่คุณโทรศัพท์ถามเธอนิดหน่อยว่ามีส่วนใดในบ้านบ้างไหมที่เธอโปรดเป็นพิเศษ คุณจะได้จัดการมันให้เรียบร้อย

หรือถ้าคู่ของคุณเป็นประเภทขัดคนอื่นไม่เป็น แล้วมักจะจบลงที่ว่าเธอได้รับทำโน่นทำนี่ให้คนอื่นมากเกินกว่าที่เธอจะทำได้เสมอ ๆ คุณอาจจะช่วยเธอด้วยการคอยเตือนสติเธอให้คิดหน้าคิดหลังให้ดีเสียก่อนตกปากรับคำใคร แล้วทำให้เธอได้รับรู้ว่า “ คุณ ” จะไม่เสียใจหรือโกรธเธอเลยที่เธอปฏิเสธคำขอร้องของคนอื่น

หลักการใหญ่ ๆ ก็คือ ถ้าคุณพยายามคิดว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้คู่ของคุณรู้สึกสบายใจและพยายามยอมรับ และช่วยบรรเทาอารมณ์อ่อนไหว (ถึงแม้มันจะดูไร้เหตุผล) ของคู่ของคุณ แล้ว เหตุการณ์ร้าย ๆ ที่เคยสะท้อนกลับมาหาคุณอย่างเมื่อก่อน ๆ จะไม่เกิดขึ้นอีก อันนี้ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องพยายามเข้าใจและยอมรับไปเสียทุกเรื่อง คุณทั้งคู่มีหน้าที่ที่จะต้องพยายามจัดการกับอารมณ์เหล่านี้ของตัวเองเป็นสำคัญ ไม่เช่นนั้นการที่ฝ่ายหนึ่งต้องพยายามเข้าใจและยอมรับปัญหาของคุณครั้งแล้วครั้งเล่าจะกลายเป็น การยอมจำนน และการยอมจำนนก็จะกลายเป็นความเครียดในที่สุด ดังนั้นเพื่อนำมาซึ่งความสำเร็จแห่งการพยายามที่จะเข้าใจและยอมรับ คู่ของคุณต้องมีความรู้สึกว่าคุณก็กำลังพยายามจัดการกับปัญหาของคุณเองอยู่อย่างเต็มความสามารถเพื่อเขาจะได้รู้สึกอีกต่อไปว่าคุณไม่ได้เอาปัญหาของคุณมาให้เขาจัดการแก้ไขแต่ฝ่ายเดียว

เคล็ดลับที่ 2 : หลีกเลี่ยงการโต้กลับทันควันด้วยการรู้ว่าคู่ของคุณเป็นคนอย่างไร
มีตัวอย่างที่ดีอันหนึ่ง คือ แพทและอาร์ตี้ เราทราบกันดีว่าอาร์ตี้เป็นคนอ่อนไหวต่อการถูกว่าว่าเป็นคนไม่มีความสามารถอย่างมาก และเมื่อใดที่อาร์ตี้ได้ยินแพทต่อว่าว่าเขาไม่เคยมีความคิดสร้างสรรค์ในเรื่องบ้านช่อง ไม่รับผิดชอบงานบ้าน อาร์ตี้จะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ต่อว่าแพทว่าเธอหาว่าเขาไม่ได้ความ ไร้ความสามารถ ทั้งคู่ก็ต้องทะเลาะกันทุกทีที่แพทพูดอย่างนี้

ถ้าแพทจะพูดเสียใหม่ด้วยการย้ำว่าเธอชื่นชอบในสิ่งไหนของอาร์ตี้แล้วค่อยบอกว่ามีอะไรที่เธอไม่ชอบในสิ่งที่เขาได้ทำลงไป ถ้าเธอพูดในลักษณะนี้ อาร์ตี้จะขุ่นเคืองน้อยลงและจะไม่รู้สึกว่าแพทกำลังจับผิด โดยแพทอาจจะพูดว่า “ ฉันรู้ว่าคุณเก่งนะในเรื่องการเงินการทองและมีอีกหลาย ๆ เรื่องเลยที่คุณทำได้ดี แต่ฉันรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่ที่คุณไม่ค่อยทราบว่าจะต้องทำอะไรบ้างเวลาที่ฉันปล่อยให้คุณอยู่กับลูกของเราตามลำพัง ” หรือเธออาจจะพูดว่า “ ฉันทราบว่าคุณทำงานเยี่ยมมากจริง ๆ ฉันได้ยินคนที่ทำงานพูดชื่นชมคุณบ่อย ๆ ว่าคุณเก่งอย่างไร แต่ฉันรู้สึกว่าที่บ้านแล้ว คุณไม่ค่อยทราบว่าจะต้องทำอะไรบ้าง ”

คำพูดจับผิดนั้นยากที่จะมีใครรับได้ และยิ่งเหมือนยาขมมากยิ่งขึ้นเมื่อคำพูดจับผิดนั้นไปกระทบจุดอ่อนของคนฟัง จนบ่อยครั้งที่ผู้ฟังแปลคำพูดจับผิดนั้นเลยเถิดไปกว่าที่ผู้พูดตั้งใจ ดังนั้นการพูดนำด้วยคำนิยมจะช่วยลดอุณหภูมิการแปลที่เลยเถิดให้ลดลงได้

ดังนั้นถ้าคุณทราบว่าคู่ของคุณเกลียดที่จะถูกมองว่าเป็นใครสักคนที่ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ คุณอาจจะพูดว่า “ ฉันทราบดีค่ะว่าคุณพยายามอย่างยิ่งที่จะทำอารมณ์ของคุณให้เป็นปกติมั่นคง แล้วฉันก็ทราบว่าหลาย ๆ ครั้งคุณทำได้ดีทีเดียว แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้ฉันรู้สึกว่าคุณอารมณ์เสียและไม่พูดไม่จา ไม่มีเหตุผลกับฉันนะคะ ” ถ้าคู่ของคุณเป็นคนอ่อนไหวง่ายถ้ามีใครมาว่าเขาว่าเขาเป็นคนเห็นแก่ตัว หรือเอาแต่ใจ คุณสามารถพูดนำประโยคได้เช่น “ ฉันทราบดีค่ะว่าคุณคิดเสมอว่าฉันต้องการอะไร แล้วคุณก็พยายามอย่างมากที่จะไม่เป็นคนเอาแต่ใจ … แต่ฉันรู้สึกว่าเมื่อวานนี้คุณไม่นึกถึงว่าฉันต้องการอะไรนะคะ ” หรือพูดง่าย ๆ ว่า “ ฉันรู้ว่าคุณเป็นคนดีนะคะ แต่สิ่งที่คุณทำเมื่อวานมันไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะคะ ”


เคล็ดลับที่ 3 : รู้จุดอ่อนไหวในตัวเองแล้วเปลี่ยนการจับผิดเป็นการขอร้อง

บ่อยครั้งที่คุณสามารถหลีกเลี่ยงการโต้เถียงกันอย่างเผ็ดร้อนได้ถ้าคุณพูดด้วยการขึ้นต้นว่าคุณรู้ข้อเสียของคุณเอง เช่น ทีน่ารู้ว่าเธอเองมีข้อเสียตรงที่มักจะรู้สึกน้อยใจว่าตนเองไม่สำคัญสำหรับมาร์คเสมอ ๆ และถึงแม้เธอจะรู้สึกจริง ๆ ว่ามาร์คไม่เห็นว่าเธอสำคัญและละเลยเธอ แต่ถ้าทีน่าพูดโดยการขึ้นต้นประโยคว่าเธอรู้ว่าเธอมีข้อเสียอย่างไร จะช่วยทำให้มาร์คเข้าใจเธอมากขึ้นและเข้าใจสิ่งที่เธอต้องการ โดยทีน่าอาจจะพูดขึ้นต้นประโยคว่า “ ฉันรู้นะคะมาร์คว่า ฉันมีความต้องการให้คุณ สนใจฉันมากเกินไป เกินกว่าคนอื่น ๆ ที่เขารู้สึกกัน …” หรือ “ ฉันรู้ตัวค่ะว่าฉันอ่อนไหวว่าตัวเองถูกทอดทิ้งมากเกินไป … และฉันก็รู้นะคะว่าที่ฉันรู้สึกต้องการให้คุณสนใจฉันน่ะมันทำให้ฉันต้องการให้คุณสนใจมากเหลือเกิน ….”

โรเบอร์ต้าทราบว่าเธอเป็นคนโกรธง่ายหายเร็วมากเกินไป แต่ถ้าในระหว่างที่อารมณ์ที่พุ่งสูงของเธอกำลังลดลง ถ้าเธอได้บอกมาร์ตินสักนิดว่าเมื่อสักครู่เธอร้อนมากเกินไปแต่ขณะนี้อารมณ์เธอกำลังลดลงแล้ว ประเดี๋ยวเธอก็จะเป็นปกติเอง ถ้าเธอบอกอย่างนี้กับมาร์ติน ( ผู้ซึ่งกำลังเครียดจัดกับพายุอารมณ์ของเธอ) ก็จะเครียดน้อยลงและพูดตอบเธอด้วยอาการที่น่ารักขึ้น

กล่าวโดยทั่ว ๆ ไปก็คือ ถ้าคุณรู้ว่าควรจะจัดการกับการขอร้องของคุณด้วยการบอกความต้องการของตัวเองแทนการกล่าวร้ายฝ่ายตรงข้าม เมื่อนั้นคุณจะได้รับความสนใจมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณพูดว่า “ ฉันรู้ค่ะว่าฉันเป็นคนเครียดง่ายกับสภาพแวดล้อมมากเกินไป แล้วฉันก็เป็นคนจู้จี้ ชอบบังคับมากเกินไป …” ถ้าคุณพูดอย่างนี้ คู่ของคุณจะพยายามเก็บข้าวเก็บของเข้าที่เข้าทางมากกว่าถ้าคุณพูดว่าว่าเขาเป็นพวกไม่มีความคิดพิจารณา เป็นพวกชุ่ย เหลวไหล ไม่ได้เรื่อง

ถ้าคุณรู้ตัวเองว่าคุณเป็นคนเกลียดการถูกควบคุม ไม่ชอบให้ใครมาแนะนำหรือจูงจมูก จะช่วยได้มากถ้าคุณพูดอย่างนี้ “ ผมรู้ว่าคุณทราบว่าผมหงุดหงิดถ้ามีใครมาบอกให้ผมทำอย่างนั้นอย่างนี้ ถึงแม้ว่าเวลาคุณพูดอย่างนี้กับคนอื่น เขาอาจจะไม่โกรธ แต่สำหรับผม … ผมหงุดหงิดนะ จะขอบคุณมากถ้าคุณจะไม่คอยบอกให้ผมขับไปทางโน้นทางนี้ตอนที่ผมเป็นคนขับนะคะ ”

เคล็ดลับข้อ 4 : หลีกเลี่ยง “ คำที่ชวนทะเลาะ ”
พวกเราส่วนใหญ่ทราบดีว่า “ คำใด ” ที่เป็นชนวนทำให้คู่ของเราระเบิดได้ ถึงแม้ว่าเราจะคิดว่าคู่ของเรามักจะโกรธ “ เว่อร์ ” เกินไปเสมอและไม่น่าจะเซนซิทีฟมากเกินไปขนาดนั้น แต่จงอย่าพูดอะไรที่จะนำมาซึ่งการทะเลาะเบาะแว้ง แต่จากประสบการณ์ของข้าพเจ้า เห็นได้ชัดเจนมากเลยว่า ถึงแม้ว่าพวกเราจะรู้ดีว่าคู่ของเราไม่ชอบสิ่งไหน เราก็ยังคงทำสิ่งที่จะได้ผลลัพธ์เลวร้ายเหล่านั้นอยู่นั่นเอง

ดีไลล่าห์รู้ดีว่าเฟรดไม่ชอบให้พูดถึงเขาในเชิงดูหมิ่นหรือเหมือนเขาไม่มีน้ำยา ดังนั้นเธอต้องสัญญากับตัวเองว่าไม่ว่าเธอจะหัวเสียอย่างไรก็ตาม เธอต้องไม่พูดกับเฟรดด้วยน้ำเสียงแบบ “ ครูระเบียบ ” เป็นเด็ดขาด

มาร์ตินจะโต้ตอบแบบร้าย ๆ เสมอถ้าใครมาขึ้นเสียงกรีดร้องเสียงสูงใส่เขา ดังนั้นโรเบอร์ต้าต้องเห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่จะไม่พูดอะไรด้วยน้ำเสียงโมโหสุดขีด หรือกรี๊ดใส่มาร์ติน หรือพูดจาใส่อารมณ์สุด ๆ กับเขาเด็ดขาด
เคล็ดลับข้อ 5 : อย่าพูดอะไรทำนองจิตวิทยาในเรื่องของอุปนิสัยของคู่ของท่าน
คนเราส่วนใหญ่ไม่ชอบให้ใครมาพูดอะไรทำนองจิตวิทยาวิเคราะห์นิสัยของเขาตรง ๆ ถึงแม้ว่าในบางครั้งข้อคิดเห็นของคุณอาจจะถูก็ตาม จงอย่าพยายามพูดหรือให้คำวิเคราะห์อย่างนี้อย่างเด็ดขาดเพราะมีพวกเราไม่กี่คนที่จะยอมรับว่าเราไม่รู้ว่าเรารู้สึกอย่างไร สิ่งท้าทายที่สุดของอาชีพนักจิตวิทยาคือการพยายามหาคำอธิบายอย่างไรที่จะทำให้ผู้ฟังเข้าใจและนำไปคิดโดยที่เขาไม่รู้สึกว่าเป็นการโจมตี ในทำนองเดียวกันเมื่อคู่สมรสฝ่ายหนึ่งพูดแบบวิเคราะห์อีกฝ่ายหนึ่งอาจจะทำเป็นไม่แยแสหรือแย่ไปกว่านั้นเขาอาจจะเห็นเป็นการจับผิด ข้อคิดอันนี้มีเหตุผลทีเดียวเพราะว่าคุณทั้งคู่ไม่ได้มาจากสถานที่หรือสภาพแวดล้อมอย่างเดียวกัน ตัวอย่างเช่นถ้าคุณพูดว่า “ ฉันคิดว่าที่คุณทำอย่างนั้นมันเป็นลักษณะนิสัยของพวกบางทีก็ก้าวร้าวบางทีก็เก็บกด ” เขาอาจจะมองว่าสิ่งที่คุณพูดนั้นมันเป็นปรปักษ์กับสิ่งที่เขาคิดว่ามันไม่เห็นจะเป็นการก้าวร้าวสักเล็กน้อย ยังผลให้เขาจะรู้สึกเดือดดาลว่าคุณไม่เข้าใจจุดประสงค์ของเขา ในสถานะการณ์อย่างนี้ถึงแม้ว่าคุณอาจจะถูกแต่คุณก็ไม่สามารถจะหาหนทางที่จะพูดจาถกปัญหากันได้จนแล้วจนรอด

ในทำนองเดียวกันถ้าคุณพูดว่าที่เขากำลังปฎิบัติอยู่นั้นเหมือนกับจะบอกคุณว่าคุณทำตัวเหมือนแม่จอมควบคุมของเขา เมื่อคุณพูดอะไรทำนองนี้ เขาจะรู้สึกว่านอกจากคุณกำลังไม่รู้นิสัยแย่ ๆ ของตัวแล้วการทำเขาทำอะไรแย่ ๆ ก็ไม่มีอะไรไปเกี่ยวข้องกับแม่ของเขาด้วย เพราะการพูดทำนองนี้เป็นการเติมเชี้อเพลิงลงไปในเปลวไฟ เพราะการพูดโดยนำอุปนิสัยของคู่สมรสไปเกี่ยวข้องกับบุพการีไม่เป็นคำพูดที่แสดงความเข้าใจซึ่งกันและกันถึงแม้ว่าคุณจะพูดด้วยความปรารถนาดีไม่ได้พูดด้วยความโกรธก็ตาม ดังนั้นจงอย่างพูดว่า “ คุณทำตัวเหมือนแม่ของคุณไม่มีผิด ”
   
Copyright 2005
Developed by S-One Technology Co.,Ltd.
Use of this site constitutes acceptance of our User Agreement and Privacy Policy. © All rights reserved.
The material on this site may not be reproduced, distributed, transmitted, cached or otherwise
used, except with the prior written permission.