การหมั้นจะเรียกว่าหมั้นก็ต่อเมื่อฝ่ายชายนำของหมั้นไปหมอบให้แก่ฝ่ายหญิง เมื่อมีการหมั้นแล้ว ถ้าฝ่ายใดผิดสัญญาหมั้น ฝ่ายนั้นต้องรับผิดชดใช้ค่าทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาฌิชย์ มาตรา 1438 ( ปัจจุบัน มาตรา 1439) โดยที่กฎหมายบัญญัติไว้เป็นพิเศษเช่นนี้ เมื่อฝ่ายชายเพียงแต่ตกลงว่าจะสมรส โดยไม่มีการหมั้น จึงอยู่นอกขอบเขตที่กฎหมายรับรอง หากฝ่ายชายไม่ปฏิบัติตามที่ตกลงไว้ ฝ่ายหญิงจะเรียกค่าทดแทนหาได้ไม่ (คำพิพากษาฎีกาที่ 523/2509) กรณีของลูกชาวนาน่าจะพอเทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ยกมาเป็นตัวอย่างนี้เพราะเป็นกรณีที่หมั้นกันไว้ก่อน โดยไม่มีของหมั้น จึงเป็นการหมั้นที่ไม่สมบูรณ์ แม้ฝ่ายชายผิดข้อตกลงฝ่ายหญิงไม่อาจเรียกค่าทดแทนได้
ส่วนข้อที่ฝ่ายชายตกลงจะให้สินสอด 20,000 บาท กับทองหนัก 1 บาท นั้น แม้ฝ่ายชายจะยังไม่ได้มอบ ให้แก่บิดามารดาหรือผู้ปกครองฝ่ายหญิง ฝ่ายหญิงก็อาจเรียกร้องให้ฝ่ายชายชำระหรือส่งมอบภายหลังได้ ถ้าหากหญิงกับชายได้อยู่กินกันฉันสามีภริยาเนื่องจากข้อตกลงในการแต่งงานและการจะให้สินสอด แต่ข้อเท็จจริงตามที่เล่ามาให้ฟัง ชายเบี้ยวตลอดรายการ หญิงก็ไม่ได้ตบแต่งอยู่กินเป็นผัวเมียกับชาย บิดามารดาหรือผู้ปกครองของหญิงจึงเรียกสินสอดที่ฝ่ายชายตกลงจะมอบให้ไม่ได้ เพราะสินสอดเป็นทรัพย์สินซึ่งฝ่ายชายให้แก่บิดามารดาหรือผู้ปกครองของฝ่ายหญิง เพื่อตอบแทนการที่หญิงยอมสมรสกับชาย
สำหรับข้อที่ผู้ใหญ่ฝ่ายชายยอมรับผิดและยอมชดใช้ค่าเสียหายให้นั้น ถือว่าคู่กรณีได้ทำสัญญาประนีประนอม ยอมความกัน คู่กรณีจะต้องทำหลักฐานกันไว้เป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ที่ยินยอมจะชดใช้ค่าเสียหายไว้ด้วย จึงจะฟ้องร้องบังคับกันได้
คงต้องย้ำก่อนจากวันนี้ว่า การหมั้นที่สมบูรณ์จะต้องมีของหมั้นด้วย |