พิธีบายศรีสู่ขวัญนั้นจะจัดให้มีหรือไม่มีก็ได้ ขึ้นอยู่กับประเพณีของแต่ละท้องถิ่น เชื่อกันว่าการทำขวัญมักจะทำกันในช่วงสำคัญของชีวิต ซึ่งในวันแต่งงานก็นับว่าเป็นช่วงสำคัญที่สุดช่วงหนึ่งของชีวิตก็ว่าได้ ที่นิยมกันมากก็เห็นจะเป็นทางเหนือและทางอีสานซึ่งพิธีเหล่านี้นับวันจะหาดูได้ยากเต็มทีในงานแต่งงานของคนกรุง โดยมากพิธีบายศรีสู่ขวัญจะกระทำหลังจากเสร็จพิธีรับสินสอดทองหมั้นหรืออาจะรวมอยู่ในพิธีไหว้ผีบรรพบุรุษก็ได้ ขั้นตอนการทำขวัญก็จะแตกต่างกันออกไปตามความเชื่อดั้งเดิม
 |
|
พิธีบายศรีสู่ขวัญแบบง่ายๆ ที่ทำกันอยู่ก็จะเริ่มจาก เจ้าสาวจะจับพาขวัญตรงหน้าเจ้าบ่าว ส่วนเจ้าบ่าวจะจับพาขวัญตรงหน้าเจ้าสาวโดยไขว้อยู่ด้านบนเรียกว่า “ สู่ขวัญกลับก่าย ” คือ แขนท้าวก่ายแขนนาง หลังจากสู่ขวัญเสร็จแล้วพราหมณ์ก็จะปอกไข่ ตัดไข่ตามยาวด้วยเส้นผมแล้วทำนายจากไข่ต้มนั้นโดยจะมีแม่ใหญ่ซึ่งมีคุณสมบัติดีงามได้แก่ สามียังมีชีวิตอยู่แข็งแรง และรักใคร่กันดี ครอบครัวสมบูรณ์เป็นสุข เป็นผู้ที่ได้รับการเคารพนับและอยู่ในศีลในธรรม ทำพิธีป้อนไข่ โดยเอาไข่ซีกบนกับปั้นข้าวเหนียวเล็กๆ ใส่ไว้ที่มือขวาเพื่อป้อนเจ้าบ่าว และเอาไข่ซีกล่างกับปั้นข้าวเหนียวขนาดประมาณเท่ากันใส่ไว้ที่มือซ้ายเพื่อป้อนเจ้าสาวขณะที่ป้อนให้เอามือขวาอยู่ข้างบน แล้วหลังจากนั้นให้เจ้าบ่าวเอาไข่ซีกบนนั้นป้อนเจ้าสาว และให้เจ้าสาวเอาไข่ซีกล่างนั้นป้อนเจ้าสาว ซึ่งในการป้อนไข่ต้องกินและกลืนจริงๆ ห้ามคายออกมาเด็ดขาด
|
หลังจากนั้นก็จะมีการผูกขวัญแก่บ่าวสาว โดยให้ญาติและแขกผูกข้อมือคู่บ่าวสาว พ่อแม่ฝ่ายหญิงจะเป็นคนผูกให้เจ้าบ่าวและพ่อแม่ฝ่ายเจ้าบ่าวจะผูกให้เจ้าสาว จะผูกมือเดียวหรือทั้งสองมือก็ได้ และอาจจะผูกเส้นเดียว, 3 เส้น หรือ 5 เส้นก็ได้ ทั้งนี้ 3 เส้น หมายความถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ส่วน 5 เส้นหมายถึงพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ โดยรวมแล้วการทำพิธีบายศรีสู่ขวัญในวันแต่งงานขึ้นอยู่กับความพอใจของคู่บ่าวสาวมากกว่า แต่ก็นับว่าเป็นพิธีสิริมงคลอีกหนึ่งพิธีที่มีเสน่ห์ในตัวเองอยู่ไม่น้อยสำหรับการเริ่มต้นชีวิตคู่ที่ดี
|
|
พิธีรับไหว้
ในพิธีแต่งงานจีนเขามีการยกน้ำชา ส่วนคนไทยก็มีพิธีรับไหว้เพื่อแสดงความคารวะนบนอบต่อบิดามารดาและบรรดาญาติผู้ใหญ่เช่นกัน โดยเจ้าบ่าวเจ้าสาวจะกราบลงพร้อมกันที่หมอนสามครั้งถ้าผู้รับไหว้เป็นบิดามารดาหรือผู้หลักผู้ใหญ่ แต่หากเป็นญาติคนอื่นๆ ก็จะกราบหนึ่งครั้งโดยไม่ต้องแบมือ จากนั้นจึงส่งพานดอกไม้ ธูปเทียนให้ พ่อแม่ก็จะรับไหว้และให้ศีลให้พรแก่คนทั้งคู่
หลังจากรับไหว้ผู้ใหญ่ก็จะใส่เงินในพานให้บ่าวสาวเพื่อเป็นเงินทุนขั้นตอนนี้ญาติพี่น้องอาจจะสมทบทุนเพิ่มให้ด้วยตามอัธยาศัย ต่อจากนั้นก็ช่วยกันนำถั่วงาและแป้งมาประพรมอวยพร
|
|
ตักบาตรร่วมขันผูกพันความรัก
การตักบาตรของคู่บ่าวสาวในสมัยก่อนนั้นจะให้ตักกันคนละทัพพีแต่ในปัจจุบันนิยมตักทัพพีเดียวกัน ไม่ใช่เพื่อประหยัด แต่ด้วยความเชื่อที่ว่าเป็นการทำบุญร่วมกัน เกิดชาติหน้าฉันใดจะได้กลับมาคู่กันอีก นอกจากนั้นยังเชื่อว่าถ้าใครจับที่คอทัพพี คนนั้นก็จะได้เป็นใหญ่เหนือคู่ของตนที่จับอยู่ที่ปลายทัพพี วิธีแก้เคล็ดในเรื่องนี้ก็คือผลัดกันจับที่คอทัพพี ทั้งคู่จะได้เป็นคู่ชีวิตที่มีความเท่าเทียมกัน คู่บ่าวสาวอาจมีการตักบาตรร่วมกันอีกครั้งในวันรุ่งขึ้นหลังจากวันแต่งงาน แต่ต้องทำติดต่อกันเป็นระยะเวลา 3 วัน, 7 วัน หรือ 9 วัน เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตคู่
|
|
รดน้ำสังข์...หลั่งความสุข
พิธีรดน้ำสังข์ถือเป็นการอวยพรความสุขให้คู่บ่าวสาว โดยพ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่จะรดให้เจ้าสาวก่อนแล้วจึงรดเจ้าบ่าวในระหว่างนี้เพื่อเจ้าบ่าวเจ้าสาวก็จะคอยยืนให้กำลังใจอยู่ข้างหลังเคล็ดลางเกี่ยวกับพิธีรดน้ำสังข์ก็มีเช่นกัน คือ หลังจากเสร็จพิธีแล้วหากฝ่ายใดลุกขึ้นยืนก่อนก็จะสามารถอยู่เหนือกว่าคู่ของตนเหมือนดังความเชื่อในเรื่องตักบาตรของบ่าวสาวนั่นเอง
สมัยโบราณพิธีแต่งงานจะไม่มีการรดน้ำสังข์ แต่จะมี “ พิธีซัดน้ำ ” ซึ่งพระสงฆ์จะเป็นผู้ทำพิธีโดยการตักน้ำมนต์ในบาตร ซัดสาดใส่คู่บ่าวสาวบรรดาเพื่อนเจ้าบ่าวเจ้าสาวก็จะแกล้งนั่งห้อมล้อมให้คู่บ่าวสาวนั่งเบียดชิดกันซึ่งบางทีก็ซัดน้ำกันจนเปียกปอนไปตามๆ กัน
|